คิดถึงบล็อกชิบเป๋งเลยจ้า จริงๆมีอะไรให้อัพเยอะแยะบานตะเกียงไปหมด
แต่อีเน็ตที่หอผมมันไม่เอื้อให้เปิดอะไรสักอย่างเลยครับ
กะอีแค่เปิดปู่เกิ้ลก็ล่อไปห้านาทีกว่าๆ ส่วนเฟซบุ๊คนั้นปาไปชาติเศษครับ Tongue out 
ผมเลยไม่เล่นแม่งมันละเน็ตหอ แบกมาเล่นที่คณะ หอสมุดดีกว่าจ้ะ
 
 
ช่วงนี้ตามกระแสหน่อยละกัน เกี่ยวกับเรื่องรับน้อง
ในฐานะที่ปีนี้ผมแก่จนอยู่ปี 3 แล้วครับ ซีเนี๊ยร์ ซีเนียร์
เลยไม่ได้อยู่รับน้อง เพราะการรับน้องเป็นหน้าที่ของพวกปีสองเขา
และการเฝ้ามองกิจกรรมเหล่านี้แบบห่างๆ ผมว่าทำให้ได้มุมมองอะไรแปลกๆดีเหมือนกัน
 
 
เอาเข้าจริงๆผมว่าเด็กปีหนึ่งที่เข้ามา มันก็อยากรับน้องบ้างแหละครับ นึกออกไหม
ทำนองว่าไม่ได้รับกันทุกวันนะเว้ย ครั้งหนึ่งในชีวิต
แถมไอ้ภาพการรับน้องที่เด็กมันเห็นตามเน็ตตามโทรทัศน์ กว่าครึ่งก็เป็นแบบน่ารักๆ
ปีหนึ่งใสใสจ้า หัวเราะกระจาย รุ่ยพี่ก็ดูอารีเหลือเกิน
 
เฮ้อ,, พวกมึงจะรู้ไหมเนี่ยว่าเอาเข้าจริงรับน้องแม่งไม่ได้น่าอภิรมณ์แบบนั้นซักกะติ๊ด Foot in mouth
 
เอาล่ะ ผมยอมรับว่าหลายกิจกรรมมันก็สร้างสรรค์ และหลายกิจกรรมมันก็บัดซบเหลือเกิน
ไอ้ที่ดีๆอย่างผูกข้อไม้ข้อมือ ร้องเพลงอะไรให้กัน หัวเราะกัน มันก็น่ารักนะ
แต่ไอ้ที่ลากน้องไปเข้าห้องเชียร์ ให้คนอายุ 18-19 นั่งปรบมือแปะๆ
แถมบางทีกว่าจะได้เข้าห้องเชียร์ก็รอรากงอก (ไม่รู้รอห่าอะไรนักหนา)
รุ่นผมปีหนึ่งนี่จำได้ว่าพี่นัดมาตอนห้าโมงครึ่ง กว่าพี่ๆจะมาครบก็ปาไปหนึ่งทุ่ม
ผมจำอารมณ์นั้นได้เลย เสียความรู้สึกชิบเป๋ง 
ทำไมต้องมารอพี่ ทำไมพี่ต้องอ้างว่าตอนพี่รอน้องพี่ก็รอนานแบบนี้เหมือนกัน ฯลฯ
ไม่รู้สิ ผมเสียดายเวลาชั่วโมงกว่าๆที่ผมเสียไปตอนนั้นมากๆ
และอาจเพราะนิสัยส่วนตัวที่ผมเกลียดการรอคอยอะไรสักอย่างเข้าไส้
 
 
จริงๆจุดประสงค์การรับน้องมันก็ดีครับ ให้เด็กรู้จักกันไวขึ้น
แต่ปัจจุบัน กิจกรรมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว รุ่นพี่บางคนก็ด่าเอามันส์
น้องไม่ไหว้ก็ตะเบ็งเสียงใส่มัน บอกว่ามันเป็นวัฒนธรรมที่ต้องไหว้ผู้อาวุโส
(งั้นทำไมมึงไม่ไหวลุงยาม ป้าภารโรงล่ะ เขาแก่กว่ามึงนะ Yell)
ผมไม่ชอบบังคับไหว้ว่ะ ไม่รู้สิ ถ้ากูเคารพเดี๋ยวกูก็ไหว้มึงเองแหละ
แต่ก็อย่างว่าครับ ไม่มีหรอกที่มันจะฟัง ดีแต่ออกมาบอกว่า "ไหว้ๆไปเถ้ออออ"
 
อาเจ๊ที่ผมรู้จักนี่ซิ่วมาครับ เพราะงั้นตอนแกอยู่ปีหนึ่ง แกเลยอายุเท่าๆพวกปีสอง
(แต่ก็ไม่มีใครรู้นะว่าแกซิ่วมา) ประกอบกับนิสัยไม่ชอบทำตามใครสั่งเท่าไหร่
เจ๊เลยไม่ไหว้แม่มเลยสักคนครับ Foot in mouth ถ้ารุ่นพี่มองหน้าเจ๊ก็มองกลับ
แล้วรุ่นพี่ทั้งหลายก็จะหลบตาไปโดยอัตโนมัติ
และถ้ามีรุ่นพี่คนไหนประสาทพอจะมาด่าเจ๊ จะเจอเจ๊ยันกระเดือกแตก
แถมด่ากลับจนหน้่าหงายเอาดื้อๆ
 
บทเรียนของเจ๊สอนให้ผมรู้ว่า อีรุ่นพี่ที่มันเก่งนักเก่งหนาเอาเข้าจริงๆทำอะไรเราไม่ได้ครับ
นอกจากแบน แบน แบน คว่ำบาตรมันเข้าไป
ชะลาล่า พอโดนรุ่นพี่คว่ำบาตรคงสำนึกบ้างแล้วล่ะซี่
 
ปรากฏว่าเจ๊ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ ก็ยังไปเรียนตามปกติ มีเพื่อนฝูงล้อมรอบ Embarassed
 
 
 
การรับน้องน่ะ รุ่นพี่เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะว้ากหรืออะไรก็ตาม
เขาคิดว่าเขาทำเพื่อคุณ เพื่อรุ่นน้อง เพราะงั้นเขาเลยคิดว่าเขากำลังเสียสละ
แต่เขาอาจลืมนึกถึงความรู้สึกเด็กปีหนึ่งมั้งครับ
หรือถ้านึกถึง ก็นึกถึงในแง่ว่า "ตอนกูอยู่ปีหนึ่งกูก็ทนได้ ทำไมมึงทนไม่ได้"
ซึ่งเป็นระบบความคิดที่บัดซบจริงๆครับ
 
ผมเข้ารับน้องทุกวันนะตอนปีหนึ่งนะแม้จะโคตรเกลียดก็เหอะ 
จำได้ว่าตอนว้ากนี่ มีรุ่นพี่มาตะโกนถาม "ใครไม่สบาย! ออกมา!"
โอ้โห ก็มึงถามยังกะจะกินหัวเขา ใครจะไปลุกวะ Foot in mouth
ปรากฏว่าอีหนูข้างๆผมคนหนึ่ง เกิดคลื่นไส้ตอนกำลังโดนว้ากครับ 
ลุกขึ้นยืน เอามือปิดปาก วิ่งพรวดออกไปจากห้อง ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากดังลั่น
นี่ถ้าลุกช้ากว่านี้หน่อยนี่ หัวผมเป็นถาดรองอ้วกได้เลยนะ 
 
ไม่นับรวมพวกที่ชักแหง่วๆตอนโดนว้ากอีก ผมโคตรเห็นใจเลย
มีทุกปี เป็นลมบ้าง ชักบ้าง ฯลฯ
บางคนร้องห่มร้องไห้อยู่นานเป็นชั่วโมง ควบคุมไม่ได้ด้วย
ผมไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ เห็นอีพวกเพื่อนพี่ว้ากนั่งปลอบกันยกใหญ่
 
 
สำหรับผมนะ ประเด็นที่ผมไม่ชอบเกี่ยวกับรับน้องมีไม่กี่อย่าง
คือการว้าก และการรอคอย
โอเค มันอาจสอนให้คุณอดทนก็จริงไอ้การรอคอยน่ะ แต่บ่อยๆเข้าล่ะ
การบ้านก็มีนะเฮ้ย พอแบกการบ้านมาทำที่ตึกเวลารอเพื่อนก็ไม่ถนัดอีก
ร้อนก็ร้อน เสียงก็ดัง ฯลฯ
 
ถามว่าเวลาทำงานน่ะ คุณรอได้ไหมล่ะ
ผมว่าผมรอได้นะเพราะยังไงก็ได้เงินว่ะ Cry 
ถ้าอยากให้พวกน้องๆเขารอ ลองแจกเงินเขาสิ รับรองเขาจะมาโดยพร้อมเพรียง
 
ไม่ได้บอกว่าเงินคือทุกอย่าง ผมแค่ประชดน่ะ
เอาเข้าจริงๆ ผมไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าตอนทำงาน เจ้านายมันว้ากๆแบบนี้หรือเปล่า
แต่ผมเชื่อว่า ไอ้รุ่นพี่ที่มาว้าก มันก็ยังไม่เคยทำงานเหมือนกัน
 
 
เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า การว้ากน้องเป็นอะไรที่เหลื่อมล้ำมาก
ทำไมคนอีกกลุ่มต้องก้มหน้าฟังคนอีกกลุ่มด่าด้วยเล่า
 
มันก็น่าคิดนะ

Comment

Comment:

Tweet

ใช่ๆ มันเป็นอะไรปัญญาอ่อนมากอ่ะ
คือเราก็อายุ17 18 กันแล้วทั้งนั้น
แต่รับน้องต้องมานั่งเป็นกลุ่ม
แล้วก็เต้นเพลงสันทนาการ เพลงเดิมๆ
ท่าเต้นง๊องแง๊ง

คือเข้าใจนะว่าคนที่เต้น ซึ่งก็คือรุ่นพี่ที่รับน้องทั้งหลาย
คุณสนุก มีความสุข คุณอยากโชว์ คุณบลาๆๆๆ
แต่ช่วยนึกถึงความรู้สึกของน้องปี1ที่เข้ามาบ้าง
ว่าเขาจะคิดยังไง รู้สึกยังไง
ไม่ใช่เด็กอนุบาลแล้ว ที่จะต้องมาเต้นตาม
ไม่ค่อยเต้นแรงๆก็โดนรุ่นพี่พูดกัดใส่ -*-
เยี่ยมจริงๆ เฮ้ออ

#4 By มินิเค้ก'★ on 2011-12-22 00:24

เห็นด้วยเลยแหละ

คณะผม (วิทยาศาสตร์ มหิดล - บอกอย่างภูมิใจเล็ก ๆ) ไม่มีว้ากกันเลยแหละ แต่ (ขอโทษนะครับ) แม่...โคตรรักกันอะ ประมาณว่าไปไหนไปกัน รักกันกลมเกลียว มีอะไรก็ช่วยกัน big smile

ว่าแต่... แล้วจะว้ากกันไปหาอะไรละเนี่ย ในเมื่อเรารักกันได้โดยไม่ต้องว้ากsad smile sad smile

Hot!

#3 By พงศ์ สระ ทอน on 2011-06-11 13:56

พ้นวัยเรียนจนอายุขึ้นเลข 3 แล้ว

รู้สึกว่า รับน้องเป็นเรื่องติ๊งต๊องมากกับการที่คนไม่รู้จักมาว้ากใส่ อยากให้น้องรักกันมีวิธีอื่น ไม่จำเป็นต้องมากดดันกัน บ้า...

สมัยเรียนก็ไม่เคยสนใจระบบนี้ และโดยปกติที่ที่ตัวเองเรียนเป็นเทคโนโลยีวิทยาเขตที่เคร่งครัดระบบนี้มาก จนอาจจะกลายเป็นหมาหัวเน่าได้ถ้าไม่รับระบบนี้หรือไม่ร่วมกิจกรรม..แต่ก็จบมารอดปลอดภัยไม่มีใครกล้าแตะ เพราะแม่ทำงานกระทรวงศึกษา พ่อเป็นตำรวจ..พวกรุ่นพี่ไม่กล้ายุ่งและเราก็ไม่ชอบยุ่งกับใคร

จวบจนเป็นผู้ใหญ่ก็ยังคิดเหมือนกับคุณแม่เคยบอกตอนเด็กๆ ตอนที่เห็นข่าวนศ.ใหม่โดนแอนตี้เพราะไม่ไปรับน้อง แม่บอกว่า "ถ้าเข้ามหาวิทยาลัยแล้วคิดได้แค่นี้ ไม่ต้องเข้า งี่เง่า ลูกไม่ต้องเอ็นทรานซ์ก็ได้นะ เข้ามหาวิทยาลัยเปิดก็ได้" อืม ขนาดแม่หัวโบราณยังคิดได้ แต่รุ่นพี่มันทึนทึกมาจากไหนเนี่ย ช่างเหอะเพราะแค่หน้าตารุ่นพี่ยังไม่เหลือในเซลสมองแล้ว

#2 By por_kk on 2011-06-11 13:14

ฟังๆไปแล้วเหมือนจะผิดจุดประสงค์ต่อๆกันมานานแล้ว


รับน้องของผมก็ปีหน้าแล้วสิ sad smile

#1 By GUMBEAR on 2011-06-11 11:59