ประกาศฮะ
เนื่องจากบล็อกนี้ร้างมาพอสมควร เนื้อหาก็ค่อนข้างสะเปะสะปะ
เจ้าของบล็อกจึงเกิดอาการอยากรีเบิร์ทตัวเองใหม่
ตั้งใจว่าจะไม่มีบล็อกไว้แค่บ่น
บล็อกใหม่นั้น อารมณ์เดิมๆอาจหายไป
รวมถึงวิธีการเล่าอาจเปลี่ยนไปบ้างตามวุฒิภาวะของ จขบ.
อาจไม่ถูกใจหายๆคน ขอโทษด้วยนะจ๊ะ
แต่ตั้งใจเขียนทุกตอนแน่นอนจ้ะ
จึงย้ายฐานทัพใหม่ไปยังที่นี่
ตามมาพูดคุยได้เช่นเดิมฮะ
ขอบคุณจ้ะ :))

One day: Do you know Bangkok life?

posted on 25 Mar 2012 13:08 by llakirall
กรี๊ด กลับมาอีกทีเอ็กทีนพัฒนาซะแล้น Sealed
หวัดดีแจ้พ่อแม่พี่น้อง ปิดเทอมแล้วครับ ลาทีปีสาม พอกันที
สอบเสร็จนี่แทบจุดพลุฉลอง เหนื่อยลากเลือด (ทั้งนี้เพราะขี้เกียจเองด้วยส่วนหนึ่ง)
ไปประสาทกินอีกทีตอนสอบละกันพี่น้อง Foot in mouth
 
เพิ่งกลับจาก กทม. สดๆร้อนๆครับ
บ้านนอกเข้ากรุงมันเป็นงี้นี่เองน้อ
ผมไปธุระครับ ไปพักกะเจ๊แถวๆ นวลจันทร์ เป็นการเดินทางโดยรถเมล์ครั้งแรกของชีวิต
ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 21 ฤดูกาลเข้าไปแล้ว
 
เคยสงสัยไหม ทำไม มึงต้องมาพร้อมกันหลายๆคัน แต่แม่งสายเดียว
-*- ร้อนหัวแตก หน้ากูจะไหม้ แต่แดดพอทนได้ ควันนี่ขอเหอะ
ไม่มีเงินไปเปลี่ยนปอดใหม่
ยืนรอขาแข็ง มองดูรถมันปาดซ้ายแซงขวา สายเดียวกันมาพร้อมกัน 5 คันติด
แต่หลังจากนี้จะไม่โผล่มาอีกครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ
 
Foot in mouth
 
โอ้โห นี่ไม่ใช่ประเทศไทย ไม่ใช่แบ๊งค่อกนี่ มึงไม่ได้เจออะไรอย่างนี้นะเนี่ย
(ปลอบใจตัวเองสุดฤทธิ์ จริงๆประสาทจะกินและ)
สถาพตอนนั้นมีเงินติดตัวไม่ถึง 30 บาทครับ
คือถ้านั่งแท๊กซี่ไป ไม่มีปัญญาจ่ายแน่ๆ
จะชักดาบรึเค้าคงตบคอหัก - - ขึ้นรถเมล์ก็ได้
 
ผมสังเกต---
ร้อยทั้งร้อย คนจที่ยืนรอรถเหมือนผม ยืนรอคนเดียว ไม่มีใครยิ้มเลย
เหนื่อยล้า ร้อน ทดท้อ สิ้นสภาพ ฯลฯ คำหลายคำผุดขึ้นมาในใจ
ไกลออกไป รถยนต์ส่วนตัวของหลายๆคนแล่นผ่าน บ้างก็ยังไม่ขยับเพราะติดไฟแดง
ผมไม่แปลกใจทำไมหลายๆคนอยากซื้อรถ
ก็ระบบขนส่งมันแย่
 
เจอฝรั่งเข้ามาถามทาง
ไม่รู้จะไปไหน ฟังเท่าไหร่ก็คิดแน่ๆว่า ชื่อนี้แม่งไม่มีที่ประเทศไทยหรอก
มึงจะไปไหนแน่เนี่ย
 
ออกเสียงไปมา ไม่ได้เรื่อง เขาเปิดแผนที่ดูให้
ถึงได้รู้ จะไปถนนข้าวสาร Foot in mouth
แต่ไอ้ที่มันออกเสียงนี่ผมยังไม่รู้จะพิมพ์ถ่ายทอดออกมายังไงเลยครับ
 
แล้วไง รู้ว่าเขาจะไปถนนข้าวสารแล้วยังไง
ไม่รู้ แนะนำเขาไม่ได้ เพราะตัวเองก็ยังเอาไม่รอด
พอดีมีลุงคนนึง เข้าทำนองกรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี เข้าสะกิดไหล่ผม
ถามว่า "ฝรั่งมันจะไปไหนเล่า"
ผมบอก เขาจะไปถนนข้าวสาร
ลุงแกเลยแนะนำสายรถเมล์ให้ ซึ่งฝรั่งขอบคุณทั้งผมและลุงด้วยท่าทีซาบซึ้งจนผมขวย
 
ปลอบใจตัวเอง เอาน่า อย่างน้อยเรื่องดีๆก็มีคือ ได้ช่วยเหลือชาวต่างชาติ
ทำหน้าที่เป็นเจ้าบ้านที่ดี
คิดแบบนี้ได้ห้านาทีก็อารมณ์เสียเหมือนเดิม
ทำไมมันช้าาาาาบัดซบแบบนี้โว้ยยยย Yell
 
เจอสายที่ต้องการทีน้ำตาแทบไหล ถูกหวยกูยังไม่ดีใจปานนี้เลย Tongue out
แต่ขึ้นไปคือก็ไม่ได้ดีกว่าเดิมหรอก ยืนไม่พอ ยังต้องใช้ทักษะทรงตัวเป็นเลิศ
ผมว่าพวกกระเป๋ารถเมลล์เนี่ย ส่งไปประกวดยิมนาสติกหรืออะไรสักอย่างเถอะ
ไอ้ทีต้องใช้ทักษะการยืน
ตอนเบรก ผมเห็นนักเรียนหญิงคนหนึ่งกลิ้งโครมจากม้านั่งที่ตัวเองนั่งอยู่
ขณะที่ผมและหลายๆคนเกาะราวไว้แน่น
(แม่งนาทีนั้นเป็นที่ต้องการยิ่งกว่าทองอีกอะ Foot in mouth)
 
ผมมองหน้าคนขับ เขาเหลือบตาขึ้นมาพอดี เราสบตากันทางกระจกรถ
(คือไม่ต้องเพิ่มประกายวิ้งๆเหมือนนางเอกเกาหลีตอนสบตาพระเอกนะครับ
มันไม่ใช่ Undecided)
จากสายตา ผมว่าเขาเองก็เหน็ดเหนื่อยเหลือเกินกับวันนี้
เขาไม่มีอารมณ์สุนทรีย์ใดๆแล้ว
ไม่ต่างจากผู้โดยสายที่ส่วนมากก็เพิ่งเลิกงาน
 
ไม่มีใครยิ้ม
 
 
 
ถ้ามีนักการเมืองคนไหนแก้ไขระบบขนส่งเมืองไทยได้
ผมจะเลือกเลย
นี่เป็นประเด็นสำคัญมากนะ เพราะถ้าระบบขนส่งดี ตรงเวลา ผมว่าอะไรอย่างอื่นมันก็จะดีตาม
อย่างน้อยคนอาจยิ้มให้กันมากขึ้น
 
แต่ก็อย่างว่า
ผมว่ามันก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเราเองด้วย---
หมายถึงคนทั่วไปนี่แหละ
 
พอกันที่กับรถเมล์ฟรีวิ่งหนีประชาชน
มึงคิดว่ากูเป็นวินเชล โบล์ว เหรอแสรด
 
ผู้โดยสารรอนอกป้าย คนขับก็บ้าจี้จอดรับ
สุดท้ายคนที่ทำตามระเบียบก็เป็นคนรู้สึกแย่ซะเอง
---
ผมเพิ่งไปผ่าฟันคุดมาครับ---หลังจากที่เก็บมันไว้ในปากนานนับเดือน บางซี่นับปี
 
ฟันคุดทั้งปากมีสี่ซี่ ทำใจไว้นานและ ซี่ที่ออกอาการมากที่สุดคือซ้ายล่างครับ ล่อซะเหงือกบวม ช่วงนั้นต้องอมน้ำเกลืออยู่เกือบทั้งสัปดาห์ 
 
ในที่สุด---วันนี้เราก็มาชำระล้างความแค้นกันซะที
 
ไอ้ฟันคุด!!Yell
 
 
 
ผมทำใจเรื่องที่ต้องผ่ามานานแล้วครับ แต่ใจไม่ถึง (เป็นโรคจิตอ่อนๆครับ กลัวคลีนิกหมอ)
เลื่อนแล้วเลื่อนอีก พอพ่อบังคับให้ไปผ่า เอ้าน้ำท่วม! Tongue out
คลีนิกเจ้าประจำที่คนทั้งตระกูลของผมไปฝากชีวิตไว้โดนน้ำท่วมอ่วมไปแล้วครับ
ดังนั้นผมจึงต้องกลับมาทำฟันที่คลีนิกอื่น ใกล้มหาวิทยาลัย
 
 
หลังจากรวบรวมความกล้าอยู่สามวัน เอาวะ---กูไม่ตายมึงก็ม้วย!
(เอ่อ สาบานว่าไปทำฟันครับ ไม่ใช่ไปรบกับเด็กแว๊นที่ไหน)
ทันทีที่ถูกเรียกพบ ผมรู้สึกว่าร่างกายเย็นชืด เลือดในตัวไม่เดิน สมองชา หน้าตึง ฯลฯ
นี่แม่งถ้ากลายพันธุ์ได้ผมคงทำไปแล้วอะครับ
 
หมอเป็นผู้หญิงสาวสวย บอกให้ผมอ้าปากกว้างๆขณะที่ส่องดูช่องปากของผม
และลงความเห็นว่า มีฟันคุดอยู่สี่ซี่จริงๆนะจ๊ะเธอว์ (ถ้าให้ผมเดาสีหน้าตัวเอง 
ตอนนั้นหน้าคงเหลือแค่สองนิ้วอะครับ)
และปัญหาใหญ่คือ ฟันผมแม่งมีแต่หินปูน!!Sealed
 
"ขูดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่คะ"
ผมยิ้ม ตอบเสียงเรียบ "21 ปีจ้า เกิดมาไม่เคยขูดหินปูนFoot in mouth"
 
เป็นอันว่า ที่คลีนิกแห่งนี้ผมไม่ได้มาผ่าฟันคุดครับเพราะหมอที่ผ่าได้ไม่อยู่
ดันไปขูดหินปูนแทน อู้ยยยย แขยงขี้ฟันตัวเองจริงๆ
 
 
 
ถ่อไปหาคลีนิกใหม่ครับ ทันทีที่เจอก็ตกลงกันว่ารอหมออีกครึ่งชั่วโมงนะค้า
ระหว่างนี้จะก่อกองไฟ จะเต้นแอโรบิค หรือจะบอกล่าฟันคุดของคุณก็ตามใจ
 
ครึ่งชั่วโมงแม่งผ่านไปไวเหมือนกระพริบตา
รู้ตัวอีกทีนอนอยู่บนเตียงสีเขียวๆ คุณพยาบาลยิ้มหวานๆ บอกจะฉีดยาชา
 
ห๊ะ! จะเอาไอ้เข็มนั่นทิ่มเหงือกกูเหร้ออออออออออTongue out
 
ตอนนั้นแม่งถ้าผมปวดฉี่อยู่คงมีราดบ้่างอะครับ Cry
แต่คุณพยาบาลแกเอาด้ามอะไรสักอย่าง ทู่ๆ นิ่มๆ ปลายแดงๆมาแต้มเหงือก
ส่วนที่ต้องฉีดยาชา แต้มอยู่นานเชียว นานมาก
ก่อนจะทิ่มเข็มลงไป ไม่สู้จะเจ็บแฮะ ผมเดาว่าอีสีแดงๆนั่นเป็นยาชาแบบทา
 
ห้านาที คุณพยาบาลถามว่า ปากเริ่มชาหรือยังคะ
ผมบอกว่ายัง
เธอเรียกหมอมา---หมอเป็นชายหนุ่มวัยกลางคน เขาหยิกริมฝีปากล่างผม
ถามว่าเจ็บไหม
 
ผมตาขวาง เจ็บสิ (แสรด)
แล้วก็โดนฉีดยาชาซ้ำอีกเข็มครับ Tongue out คราวนี้ล่อยันริมฝีปากล่างเลย
อู๊ยย แทบกรี๊ด ปากคอสั่น 
แต่ก็ได้ผลนะครับ ห้านาทีหลังจากนั้นผมรู้สึกเหมือนผมไม่มีริมฝีปากล่างด้ายซ้ายอะครับ
 
 
ผมปล่อยให้หมอแกแงะปากผมตามใจชอบ
ให้อ้าก็อ้า อ้าจนปวดกราม ระหว่างที่หมอกำลังบดฟันผมให้แตกอยู่
แม่งให้ความรู้สึกเหมือนมีรถมอเตอร์ไซค์วิบากมาวิ่งอยู่ในหัวอะครับ
เสียงยังงั้นเลย
 
บางทีก็นึกนะ---หมามันมีฟันคุดไหมวะ
มันคงไม่เคยต้องมาเจอเหตุการณ์สยองวิญญาเช่นนี้สินะTongue out
 
 
 
ผมออกมาจากคลีนิกด้วยอาการเบลอๆเล็กน้อย
ลองหยอกริมฝีปากล่างตัวเอง---ไม่รู้สึกแฮะ
 
ผมนึกถึงนักมวย ถ้าให้นักมวยฉีดยาชาก่อนชกจะได้ไหมนะ
แต่ถ้าโดนต่อยสมองแล้วร่วงนี่ก็ตามยถากรรมพี่แล้วล่ะครับ
 
หรือไม่ก็ ให้ยาสลบคนที่มาทำฟันแล้วสร้างเครื่องง้างปากคงดี
(อันนี้ผมคิดจริงจังมาก)
 
 
ตอนนี้เลือดยังไหลไม่หยุดครับแม้จะผ่าเสร็จมาแล้วสองชั่วโมงTongue out
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ปวดจริงๆ
คิดถึงบล็อกชิบเป๋งเลยจ้า จริงๆมีอะไรให้อัพเยอะแยะบานตะเกียงไปหมด
แต่อีเน็ตที่หอผมมันไม่เอื้อให้เปิดอะไรสักอย่างเลยครับ
กะอีแค่เปิดปู่เกิ้ลก็ล่อไปห้านาทีกว่าๆ ส่วนเฟซบุ๊คนั้นปาไปชาติเศษครับ Tongue out 
ผมเลยไม่เล่นแม่งมันละเน็ตหอ แบกมาเล่นที่คณะ หอสมุดดีกว่าจ้ะ
 
 
ช่วงนี้ตามกระแสหน่อยละกัน เกี่ยวกับเรื่องรับน้อง
ในฐานะที่ปีนี้ผมแก่จนอยู่ปี 3 แล้วครับ ซีเนี๊ยร์ ซีเนียร์
เลยไม่ได้อยู่รับน้อง เพราะการรับน้องเป็นหน้าที่ของพวกปีสองเขา
และการเฝ้ามองกิจกรรมเหล่านี้แบบห่างๆ ผมว่าทำให้ได้มุมมองอะไรแปลกๆดีเหมือนกัน
 
 
เอาเข้าจริงๆผมว่าเด็กปีหนึ่งที่เข้ามา มันก็อยากรับน้องบ้างแหละครับ นึกออกไหม
ทำนองว่าไม่ได้รับกันทุกวันนะเว้ย ครั้งหนึ่งในชีวิต
แถมไอ้ภาพการรับน้องที่เด็กมันเห็นตามเน็ตตามโทรทัศน์ กว่าครึ่งก็เป็นแบบน่ารักๆ
ปีหนึ่งใสใสจ้า หัวเราะกระจาย รุ่ยพี่ก็ดูอารีเหลือเกิน
 
เฮ้อ,, พวกมึงจะรู้ไหมเนี่ยว่าเอาเข้าจริงรับน้องแม่งไม่ได้น่าอภิรมณ์แบบนั้นซักกะติ๊ด Foot in mouth
 
เอาล่ะ ผมยอมรับว่าหลายกิจกรรมมันก็สร้างสรรค์ และหลายกิจกรรมมันก็บัดซบเหลือเกิน
ไอ้ที่ดีๆอย่างผูกข้อไม้ข้อมือ ร้องเพลงอะไรให้กัน หัวเราะกัน มันก็น่ารักนะ
แต่ไอ้ที่ลากน้องไปเข้าห้องเชียร์ ให้คนอายุ 18-19 นั่งปรบมือแปะๆ
แถมบางทีกว่าจะได้เข้าห้องเชียร์ก็รอรากงอก (ไม่รู้รอห่าอะไรนักหนา)
รุ่นผมปีหนึ่งนี่จำได้ว่าพี่นัดมาตอนห้าโมงครึ่ง กว่าพี่ๆจะมาครบก็ปาไปหนึ่งทุ่ม
ผมจำอารมณ์นั้นได้เลย เสียความรู้สึกชิบเป๋ง 
ทำไมต้องมารอพี่ ทำไมพี่ต้องอ้างว่าตอนพี่รอน้องพี่ก็รอนานแบบนี้เหมือนกัน ฯลฯ
ไม่รู้สิ ผมเสียดายเวลาชั่วโมงกว่าๆที่ผมเสียไปตอนนั้นมากๆ
และอาจเพราะนิสัยส่วนตัวที่ผมเกลียดการรอคอยอะไรสักอย่างเข้าไส้
 
 
จริงๆจุดประสงค์การรับน้องมันก็ดีครับ ให้เด็กรู้จักกันไวขึ้น
แต่ปัจจุบัน กิจกรรมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว รุ่นพี่บางคนก็ด่าเอามันส์
น้องไม่ไหว้ก็ตะเบ็งเสียงใส่มัน บอกว่ามันเป็นวัฒนธรรมที่ต้องไหว้ผู้อาวุโส
(งั้นทำไมมึงไม่ไหวลุงยาม ป้าภารโรงล่ะ เขาแก่กว่ามึงนะ Yell)
ผมไม่ชอบบังคับไหว้ว่ะ ไม่รู้สิ ถ้ากูเคารพเดี๋ยวกูก็ไหว้มึงเองแหละ
แต่ก็อย่างว่าครับ ไม่มีหรอกที่มันจะฟัง ดีแต่ออกมาบอกว่า "ไหว้ๆไปเถ้ออออ"
 
อาเจ๊ที่ผมรู้จักนี่ซิ่วมาครับ เพราะงั้นตอนแกอยู่ปีหนึ่ง แกเลยอายุเท่าๆพวกปีสอง
(แต่ก็ไม่มีใครรู้นะว่าแกซิ่วมา) ประกอบกับนิสัยไม่ชอบทำตามใครสั่งเท่าไหร่
เจ๊เลยไม่ไหว้แม่มเลยสักคนครับ Foot in mouth ถ้ารุ่นพี่มองหน้าเจ๊ก็มองกลับ
แล้วรุ่นพี่ทั้งหลายก็จะหลบตาไปโดยอัตโนมัติ
และถ้ามีรุ่นพี่คนไหนประสาทพอจะมาด่าเจ๊ จะเจอเจ๊ยันกระเดือกแตก
แถมด่ากลับจนหน้่าหงายเอาดื้อๆ
 
บทเรียนของเจ๊สอนให้ผมรู้ว่า อีรุ่นพี่ที่มันเก่งนักเก่งหนาเอาเข้าจริงๆทำอะไรเราไม่ได้ครับ
นอกจากแบน แบน แบน คว่ำบาตรมันเข้าไป
ชะลาล่า พอโดนรุ่นพี่คว่ำบาตรคงสำนึกบ้างแล้วล่ะซี่
 
ปรากฏว่าเจ๊ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ ก็ยังไปเรียนตามปกติ มีเพื่อนฝูงล้อมรอบ Embarassed
 
 
 
การรับน้องน่ะ รุ่นพี่เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะว้ากหรืออะไรก็ตาม
เขาคิดว่าเขาทำเพื่อคุณ เพื่อรุ่นน้อง เพราะงั้นเขาเลยคิดว่าเขากำลังเสียสละ
แต่เขาอาจลืมนึกถึงความรู้สึกเด็กปีหนึ่งมั้งครับ
หรือถ้านึกถึง ก็นึกถึงในแง่ว่า "ตอนกูอยู่ปีหนึ่งกูก็ทนได้ ทำไมมึงทนไม่ได้"
ซึ่งเป็นระบบความคิดที่บัดซบจริงๆครับ
 
ผมเข้ารับน้องทุกวันนะตอนปีหนึ่งนะแม้จะโคตรเกลียดก็เหอะ 
จำได้ว่าตอนว้ากนี่ มีรุ่นพี่มาตะโกนถาม "ใครไม่สบาย! ออกมา!"
โอ้โห ก็มึงถามยังกะจะกินหัวเขา ใครจะไปลุกวะ Foot in mouth
ปรากฏว่าอีหนูข้างๆผมคนหนึ่ง เกิดคลื่นไส้ตอนกำลังโดนว้ากครับ 
ลุกขึ้นยืน เอามือปิดปาก วิ่งพรวดออกไปจากห้อง ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากดังลั่น
นี่ถ้าลุกช้ากว่านี้หน่อยนี่ หัวผมเป็นถาดรองอ้วกได้เลยนะ 
 
ไม่นับรวมพวกที่ชักแหง่วๆตอนโดนว้ากอีก ผมโคตรเห็นใจเลย
มีทุกปี เป็นลมบ้าง ชักบ้าง ฯลฯ
บางคนร้องห่มร้องไห้อยู่นานเป็นชั่วโมง ควบคุมไม่ได้ด้วย
ผมไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ เห็นอีพวกเพื่อนพี่ว้ากนั่งปลอบกันยกใหญ่
 
 
สำหรับผมนะ ประเด็นที่ผมไม่ชอบเกี่ยวกับรับน้องมีไม่กี่อย่าง
คือการว้าก และการรอคอย
โอเค มันอาจสอนให้คุณอดทนก็จริงไอ้การรอคอยน่ะ แต่บ่อยๆเข้าล่ะ
การบ้านก็มีนะเฮ้ย พอแบกการบ้านมาทำที่ตึกเวลารอเพื่อนก็ไม่ถนัดอีก
ร้อนก็ร้อน เสียงก็ดัง ฯลฯ
 
ถามว่าเวลาทำงานน่ะ คุณรอได้ไหมล่ะ
ผมว่าผมรอได้นะเพราะยังไงก็ได้เงินว่ะ Cry 
ถ้าอยากให้พวกน้องๆเขารอ ลองแจกเงินเขาสิ รับรองเขาจะมาโดยพร้อมเพรียง
 
ไม่ได้บอกว่าเงินคือทุกอย่าง ผมแค่ประชดน่ะ
เอาเข้าจริงๆ ผมไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าตอนทำงาน เจ้านายมันว้ากๆแบบนี้หรือเปล่า
แต่ผมเชื่อว่า ไอ้รุ่นพี่ที่มาว้าก มันก็ยังไม่เคยทำงานเหมือนกัน
 
 
เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า การว้ากน้องเป็นอะไรที่เหลื่อมล้ำมาก
ทำไมคนอีกกลุ่มต้องก้มหน้าฟังคนอีกกลุ่มด่าด้วยเล่า
 
มันก็น่าคิดนะ