ผมเพิ่งไปผ่าฟันคุดมาครับ---หลังจากที่เก็บมันไว้ในปากนานนับเดือน บางซี่นับปี
 
ฟันคุดทั้งปากมีสี่ซี่ ทำใจไว้นานและ ซี่ที่ออกอาการมากที่สุดคือซ้ายล่างครับ ล่อซะเหงือกบวม ช่วงนั้นต้องอมน้ำเกลืออยู่เกือบทั้งสัปดาห์ 
 
ในที่สุด---วันนี้เราก็มาชำระล้างความแค้นกันซะที
 
ไอ้ฟันคุด!!Yell
 
 
 
ผมทำใจเรื่องที่ต้องผ่ามานานแล้วครับ แต่ใจไม่ถึง (เป็นโรคจิตอ่อนๆครับ กลัวคลีนิกหมอ)
เลื่อนแล้วเลื่อนอีก พอพ่อบังคับให้ไปผ่า เอ้าน้ำท่วม! Tongue out
คลีนิกเจ้าประจำที่คนทั้งตระกูลของผมไปฝากชีวิตไว้โดนน้ำท่วมอ่วมไปแล้วครับ
ดังนั้นผมจึงต้องกลับมาทำฟันที่คลีนิกอื่น ใกล้มหาวิทยาลัย
 
 
หลังจากรวบรวมความกล้าอยู่สามวัน เอาวะ---กูไม่ตายมึงก็ม้วย!
(เอ่อ สาบานว่าไปทำฟันครับ ไม่ใช่ไปรบกับเด็กแว๊นที่ไหน)
ทันทีที่ถูกเรียกพบ ผมรู้สึกว่าร่างกายเย็นชืด เลือดในตัวไม่เดิน สมองชา หน้าตึง ฯลฯ
นี่แม่งถ้ากลายพันธุ์ได้ผมคงทำไปแล้วอะครับ
 
หมอเป็นผู้หญิงสาวสวย บอกให้ผมอ้าปากกว้างๆขณะที่ส่องดูช่องปากของผม
และลงความเห็นว่า มีฟันคุดอยู่สี่ซี่จริงๆนะจ๊ะเธอว์ (ถ้าให้ผมเดาสีหน้าตัวเอง 
ตอนนั้นหน้าคงเหลือแค่สองนิ้วอะครับ)
และปัญหาใหญ่คือ ฟันผมแม่งมีแต่หินปูน!!Sealed
 
"ขูดครั้งล่าสุดเมื่อไหร่คะ"
ผมยิ้ม ตอบเสียงเรียบ "21 ปีจ้า เกิดมาไม่เคยขูดหินปูนFoot in mouth"
 
เป็นอันว่า ที่คลีนิกแห่งนี้ผมไม่ได้มาผ่าฟันคุดครับเพราะหมอที่ผ่าได้ไม่อยู่
ดันไปขูดหินปูนแทน อู้ยยยย แขยงขี้ฟันตัวเองจริงๆ
 
 
 
ถ่อไปหาคลีนิกใหม่ครับ ทันทีที่เจอก็ตกลงกันว่ารอหมออีกครึ่งชั่วโมงนะค้า
ระหว่างนี้จะก่อกองไฟ จะเต้นแอโรบิค หรือจะบอกล่าฟันคุดของคุณก็ตามใจ
 
ครึ่งชั่วโมงแม่งผ่านไปไวเหมือนกระพริบตา
รู้ตัวอีกทีนอนอยู่บนเตียงสีเขียวๆ คุณพยาบาลยิ้มหวานๆ บอกจะฉีดยาชา
 
ห๊ะ! จะเอาไอ้เข็มนั่นทิ่มเหงือกกูเหร้ออออออออออTongue out
 
ตอนนั้นแม่งถ้าผมปวดฉี่อยู่คงมีราดบ้่างอะครับ Cry
แต่คุณพยาบาลแกเอาด้ามอะไรสักอย่าง ทู่ๆ นิ่มๆ ปลายแดงๆมาแต้มเหงือก
ส่วนที่ต้องฉีดยาชา แต้มอยู่นานเชียว นานมาก
ก่อนจะทิ่มเข็มลงไป ไม่สู้จะเจ็บแฮะ ผมเดาว่าอีสีแดงๆนั่นเป็นยาชาแบบทา
 
ห้านาที คุณพยาบาลถามว่า ปากเริ่มชาหรือยังคะ
ผมบอกว่ายัง
เธอเรียกหมอมา---หมอเป็นชายหนุ่มวัยกลางคน เขาหยิกริมฝีปากล่างผม
ถามว่าเจ็บไหม
 
ผมตาขวาง เจ็บสิ (แสรด)
แล้วก็โดนฉีดยาชาซ้ำอีกเข็มครับ Tongue out คราวนี้ล่อยันริมฝีปากล่างเลย
อู๊ยย แทบกรี๊ด ปากคอสั่น 
แต่ก็ได้ผลนะครับ ห้านาทีหลังจากนั้นผมรู้สึกเหมือนผมไม่มีริมฝีปากล่างด้ายซ้ายอะครับ
 
 
ผมปล่อยให้หมอแกแงะปากผมตามใจชอบ
ให้อ้าก็อ้า อ้าจนปวดกราม ระหว่างที่หมอกำลังบดฟันผมให้แตกอยู่
แม่งให้ความรู้สึกเหมือนมีรถมอเตอร์ไซค์วิบากมาวิ่งอยู่ในหัวอะครับ
เสียงยังงั้นเลย
 
บางทีก็นึกนะ---หมามันมีฟันคุดไหมวะ
มันคงไม่เคยต้องมาเจอเหตุการณ์สยองวิญญาเช่นนี้สินะTongue out
 
 
 
ผมออกมาจากคลีนิกด้วยอาการเบลอๆเล็กน้อย
ลองหยอกริมฝีปากล่างตัวเอง---ไม่รู้สึกแฮะ
 
ผมนึกถึงนักมวย ถ้าให้นักมวยฉีดยาชาก่อนชกจะได้ไหมนะ
แต่ถ้าโดนต่อยสมองแล้วร่วงนี่ก็ตามยถากรรมพี่แล้วล่ะครับ
 
หรือไม่ก็ ให้ยาสลบคนที่มาทำฟันแล้วสร้างเครื่องง้างปากคงดี
(อันนี้ผมคิดจริงจังมาก)
 
 
ตอนนี้เลือดยังไหลไม่หยุดครับแม้จะผ่าเสร็จมาแล้วสองชั่วโมงTongue out
เป็นกำลังใจให้ผมด้วยนะครับ ปวดจริงๆ
คิดถึงบล็อกชิบเป๋งเลยจ้า จริงๆมีอะไรให้อัพเยอะแยะบานตะเกียงไปหมด
แต่อีเน็ตที่หอผมมันไม่เอื้อให้เปิดอะไรสักอย่างเลยครับ
กะอีแค่เปิดปู่เกิ้ลก็ล่อไปห้านาทีกว่าๆ ส่วนเฟซบุ๊คนั้นปาไปชาติเศษครับ Tongue out 
ผมเลยไม่เล่นแม่งมันละเน็ตหอ แบกมาเล่นที่คณะ หอสมุดดีกว่าจ้ะ
 
 
ช่วงนี้ตามกระแสหน่อยละกัน เกี่ยวกับเรื่องรับน้อง
ในฐานะที่ปีนี้ผมแก่จนอยู่ปี 3 แล้วครับ ซีเนี๊ยร์ ซีเนียร์
เลยไม่ได้อยู่รับน้อง เพราะการรับน้องเป็นหน้าที่ของพวกปีสองเขา
และการเฝ้ามองกิจกรรมเหล่านี้แบบห่างๆ ผมว่าทำให้ได้มุมมองอะไรแปลกๆดีเหมือนกัน
 
 
เอาเข้าจริงๆผมว่าเด็กปีหนึ่งที่เข้ามา มันก็อยากรับน้องบ้างแหละครับ นึกออกไหม
ทำนองว่าไม่ได้รับกันทุกวันนะเว้ย ครั้งหนึ่งในชีวิต
แถมไอ้ภาพการรับน้องที่เด็กมันเห็นตามเน็ตตามโทรทัศน์ กว่าครึ่งก็เป็นแบบน่ารักๆ
ปีหนึ่งใสใสจ้า หัวเราะกระจาย รุ่ยพี่ก็ดูอารีเหลือเกิน
 
เฮ้อ,, พวกมึงจะรู้ไหมเนี่ยว่าเอาเข้าจริงรับน้องแม่งไม่ได้น่าอภิรมณ์แบบนั้นซักกะติ๊ด Foot in mouth
 
เอาล่ะ ผมยอมรับว่าหลายกิจกรรมมันก็สร้างสรรค์ และหลายกิจกรรมมันก็บัดซบเหลือเกิน
ไอ้ที่ดีๆอย่างผูกข้อไม้ข้อมือ ร้องเพลงอะไรให้กัน หัวเราะกัน มันก็น่ารักนะ
แต่ไอ้ที่ลากน้องไปเข้าห้องเชียร์ ให้คนอายุ 18-19 นั่งปรบมือแปะๆ
แถมบางทีกว่าจะได้เข้าห้องเชียร์ก็รอรากงอก (ไม่รู้รอห่าอะไรนักหนา)
รุ่นผมปีหนึ่งนี่จำได้ว่าพี่นัดมาตอนห้าโมงครึ่ง กว่าพี่ๆจะมาครบก็ปาไปหนึ่งทุ่ม
ผมจำอารมณ์นั้นได้เลย เสียความรู้สึกชิบเป๋ง 
ทำไมต้องมารอพี่ ทำไมพี่ต้องอ้างว่าตอนพี่รอน้องพี่ก็รอนานแบบนี้เหมือนกัน ฯลฯ
ไม่รู้สิ ผมเสียดายเวลาชั่วโมงกว่าๆที่ผมเสียไปตอนนั้นมากๆ
และอาจเพราะนิสัยส่วนตัวที่ผมเกลียดการรอคอยอะไรสักอย่างเข้าไส้
 
 
จริงๆจุดประสงค์การรับน้องมันก็ดีครับ ให้เด็กรู้จักกันไวขึ้น
แต่ปัจจุบัน กิจกรรมมันเปลี่ยนไปมากแล้ว รุ่นพี่บางคนก็ด่าเอามันส์
น้องไม่ไหว้ก็ตะเบ็งเสียงใส่มัน บอกว่ามันเป็นวัฒนธรรมที่ต้องไหว้ผู้อาวุโส
(งั้นทำไมมึงไม่ไหวลุงยาม ป้าภารโรงล่ะ เขาแก่กว่ามึงนะ Yell)
ผมไม่ชอบบังคับไหว้ว่ะ ไม่รู้สิ ถ้ากูเคารพเดี๋ยวกูก็ไหว้มึงเองแหละ
แต่ก็อย่างว่าครับ ไม่มีหรอกที่มันจะฟัง ดีแต่ออกมาบอกว่า "ไหว้ๆไปเถ้ออออ"
 
อาเจ๊ที่ผมรู้จักนี่ซิ่วมาครับ เพราะงั้นตอนแกอยู่ปีหนึ่ง แกเลยอายุเท่าๆพวกปีสอง
(แต่ก็ไม่มีใครรู้นะว่าแกซิ่วมา) ประกอบกับนิสัยไม่ชอบทำตามใครสั่งเท่าไหร่
เจ๊เลยไม่ไหว้แม่มเลยสักคนครับ Foot in mouth ถ้ารุ่นพี่มองหน้าเจ๊ก็มองกลับ
แล้วรุ่นพี่ทั้งหลายก็จะหลบตาไปโดยอัตโนมัติ
และถ้ามีรุ่นพี่คนไหนประสาทพอจะมาด่าเจ๊ จะเจอเจ๊ยันกระเดือกแตก
แถมด่ากลับจนหน้่าหงายเอาดื้อๆ
 
บทเรียนของเจ๊สอนให้ผมรู้ว่า อีรุ่นพี่ที่มันเก่งนักเก่งหนาเอาเข้าจริงๆทำอะไรเราไม่ได้ครับ
นอกจากแบน แบน แบน คว่ำบาตรมันเข้าไป
ชะลาล่า พอโดนรุ่นพี่คว่ำบาตรคงสำนึกบ้างแล้วล่ะซี่
 
ปรากฏว่าเจ๊ไม่รู้สึกอะไรเลยครับ ก็ยังไปเรียนตามปกติ มีเพื่อนฝูงล้อมรอบ Embarassed
 
 
 
การรับน้องน่ะ รุ่นพี่เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำ ไม่ว่าจะว้ากหรืออะไรก็ตาม
เขาคิดว่าเขาทำเพื่อคุณ เพื่อรุ่นน้อง เพราะงั้นเขาเลยคิดว่าเขากำลังเสียสละ
แต่เขาอาจลืมนึกถึงความรู้สึกเด็กปีหนึ่งมั้งครับ
หรือถ้านึกถึง ก็นึกถึงในแง่ว่า "ตอนกูอยู่ปีหนึ่งกูก็ทนได้ ทำไมมึงทนไม่ได้"
ซึ่งเป็นระบบความคิดที่บัดซบจริงๆครับ
 
ผมเข้ารับน้องทุกวันนะตอนปีหนึ่งนะแม้จะโคตรเกลียดก็เหอะ 
จำได้ว่าตอนว้ากนี่ มีรุ่นพี่มาตะโกนถาม "ใครไม่สบาย! ออกมา!"
โอ้โห ก็มึงถามยังกะจะกินหัวเขา ใครจะไปลุกวะ Foot in mouth
ปรากฏว่าอีหนูข้างๆผมคนหนึ่ง เกิดคลื่นไส้ตอนกำลังโดนว้ากครับ 
ลุกขึ้นยืน เอามือปิดปาก วิ่งพรวดออกไปจากห้อง ได้ยินเสียงโอ้กอ้ากดังลั่น
นี่ถ้าลุกช้ากว่านี้หน่อยนี่ หัวผมเป็นถาดรองอ้วกได้เลยนะ 
 
ไม่นับรวมพวกที่ชักแหง่วๆตอนโดนว้ากอีก ผมโคตรเห็นใจเลย
มีทุกปี เป็นลมบ้าง ชักบ้าง ฯลฯ
บางคนร้องห่มร้องไห้อยู่นานเป็นชั่วโมง ควบคุมไม่ได้ด้วย
ผมไม่รู้จะช่วยยังไงจริงๆ เห็นอีพวกเพื่อนพี่ว้ากนั่งปลอบกันยกใหญ่
 
 
สำหรับผมนะ ประเด็นที่ผมไม่ชอบเกี่ยวกับรับน้องมีไม่กี่อย่าง
คือการว้าก และการรอคอย
โอเค มันอาจสอนให้คุณอดทนก็จริงไอ้การรอคอยน่ะ แต่บ่อยๆเข้าล่ะ
การบ้านก็มีนะเฮ้ย พอแบกการบ้านมาทำที่ตึกเวลารอเพื่อนก็ไม่ถนัดอีก
ร้อนก็ร้อน เสียงก็ดัง ฯลฯ
 
ถามว่าเวลาทำงานน่ะ คุณรอได้ไหมล่ะ
ผมว่าผมรอได้นะเพราะยังไงก็ได้เงินว่ะ Cry 
ถ้าอยากให้พวกน้องๆเขารอ ลองแจกเงินเขาสิ รับรองเขาจะมาโดยพร้อมเพรียง
 
ไม่ได้บอกว่าเงินคือทุกอย่าง ผมแค่ประชดน่ะ
เอาเข้าจริงๆ ผมไม่รู้เหมือนกันแฮะว่าตอนทำงาน เจ้านายมันว้ากๆแบบนี้หรือเปล่า
แต่ผมเชื่อว่า ไอ้รุ่นพี่ที่มาว้าก มันก็ยังไม่เคยทำงานเหมือนกัน
 
 
เพื่อนผมคนหนึ่งบอกว่า การว้ากน้องเป็นอะไรที่เหลื่อมล้ำมาก
ทำไมคนอีกกลุ่มต้องก้มหน้าฟังคนอีกกลุ่มด่าด้วยเล่า
 
มันก็น่าคิดนะ
เมื่อราวสิบสองปีที่แล้ว แม่ผมเคยเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนเล็กๆแห่งหนึ่ง
ณ ที่นั่น แม่รู้จักเด็กประถมหกคนหนึ่ง เป็นเด็กผู้หญิง ทุกคนเรียกเธอว่า "แคระ"
เธออายุไล่เลี่ยกับผม ตอนนั้นอายุสิบสองปี แม่บอกว่าเธออาจจะแก่กว่าผมสักปีหนึ่ง
 
นานมากแล้ว แม่เอ่ยถึงเด็กผู้หญิงคนนั้น
แม่พูดถึง ไอ้แคระ ผมถามว่าแคระไหน 
สายตาที่แม่มองกลับมาที่ผมนั้นสลดและหดหู่อย่างที่ผมไม่อาจบรรยาย
 
แคระเป็นเด็กผู้หญิงที่ผมไม่รู้จะให้คำจำกัดความอย่างไรดีครับ
ไม่รู้ว่าโชคร้าย มีกรรม หรืออะไรสักอย่างที่คนจะพูดกัน
 
 
เธอเห็นแม่ของเธอถูกข่มขืนแล้วฆ่าต่อหน้าต่อตา ตอนอายุได้หนึ่งขวบ
ศพของแม่เธอถูกโยนลงน้ำ ไม่มีใครจับผู้ร้ายได้ 
ไม่กี่ปีถัดมา เธอถูกข่มขืน ไม่มีใครจับผู้ร้ายได้
และอีกไม่กี่ปีถัดมา ก่อนแตกเนื้อสาว เธอก็ถูกข่มขืนอีก 
และแน่นอน,, ไม่มีใครจับผู้ร้ายได้
 
ผมไม่รู้ และไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเหตุการณ์ใดที่ทำให้สติสัมปชัญญะทั้งหมดของเธอฟั่นเฟือน
เธอกลายเป็นเด็กผู้หญิงสติไม่เต็มเต็ง อยู่กับยายที่ไม่ค่อยจะมีกินเท่าไร
 
 
ผมหดหู่ไปนานเมื่อแม่เล่าเรื่องของแคระให้ฟัง
เชื่อเหลือเกินว่าเรากลายๆคนอยู่ดีกินดี โชคดีกว่าแคระ
ผมไม่รู้จะพูดอย่างไร
แต่เรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนนี้กระทบกระเทือนอะไรบางอย่างในตัวผม
และทำให้ผมสำนึกได้ว่า โลกของคนแต่ละคนนั้นช่างต่างกันเหลือเกิน
 
 
ตอนนี้แคระคงอายุยี่สิบเอ็ดปี ไล่เลี่ยกับผม
เด็กผู้หญิงร่างเล็ก มอมแมม ที่ผมไม่อาจจำกัดความได้เธอโชคร้าย หรือมีกรรม หรือควรใช้คำใดที่มนุษย์จำกัดความไว้
"คนเลว" เป็นผู้ยัดเยียดสิ่งเหล่านั้นให้แก่เธอ
 
ผมไม่รู้เธอเป็นอย่างไรบ้าง
บางทีผมก็อยากให้แม่พาไปเยี่ยมเธอบ้าง
ผมภาวนาให้เรื่องราวของเธอเบนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
 
อย่าให้คนเพศผู้คนไหนทำร้ายเธอได้อีกเลย
ผมภาวนาไว้เช่นนั้น
และคาดหวังเหลือเกินว่า หากได้รับข่าวของเธออีก หากผมมีโอกาสนั้นนะ
ขอให้เธอไม่เป็นอะไรมากไปกว่าเดิม
 
ผมขอให้เอนทรี่ย์นี้สะท้อนอะไรหลายๆอย่างในสังคมนะครับ
ไม่ว่าจะเรื่องที่ผู้หญิงถูกข่มขืน เรื่องที่ไม่ว่าจะใครก็ช่วยอะไรเธอไม่ได้มากนักแม้แต่แม่ผม
หรือแม้แต่เรื่องที่ผู้ร้ายไม่ถูกจับเลยแม้แต่คนเดียว
 
 
 
เอนทรี่ย์นี้อุทิศแด่แคระ เด็กผู้หญิงที่โชคร้่ายที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก
(http://uzeluxepu.blogspot.com/2011/05/fast-five-theatrical-poster.html)
 
 
อัพเอนทรี่ย์ใหม่แล้นนะจ๊ะเพราะเพิ่งไปดูหนังมาเมื่อวาน Embarassed (เอนทรี่ย์สงกรานต์ก็เลื่อนออกไปอีก Foot in mouth
 
ฟาสต์ ไฟว์ กลับมาอีกครั้งพร้อมความระห่ำแบบดิ๊บดิบ และเนื้อหาที่แน่นขึ้นเล็กน้อยไม่ใช่สักแต่ต่อยกันทั้งเรื่องลูกเดียว ซึ่งก็ดีครับก่อนที่ทุกคนจะมองว่าหนังเรื่องนี้จะกลายเป็นหนังตลาดพล็อตอ่อนไปเีสียก่อน
 
ภาคนี้ เฮียโดมินิคหรือดอม (Vin Diesel) แหกคุกมาได้อีกครั้งจากความร่วมมือของน้องสาวในไส้ มีอา (Jordana Brewster) และโอคอนเนอร์ น้องเขย (Paul Walker) แน่นอนว่าทั้งสามคนถูกตำรวจหมายกบาลทันที และตำรวจที่ต้องมาตามล่าทั้งสามหน่อคือพี่ฮอบบ์ (Dwanyne Johnson) และนวลนาง เอเลน่า (Elsa Pataky) ตำรวจสาวคนสวยอีกคน
 
พล็อตมันไปวุ่นเอาตรงที่มีอาดันป่องเด็ก (แต่ัทั้งเรื่องนี่มึงวิ่งแบบไม่กลัวแท้งมากๆ Foot in mouth) พี่ชายอย่างดอมและแฟนอย่างโอคอนเนอร์จึงคิดจะวางมือจากอาชีพอาชญากรซะที เพราะไม่อยากให้มีอาและเด็กได้รับอันตราย และจะได้เลิกชีวิตติดกระสุนเสียที
 
(http://uzeluxepu.blogspot.com/2011/05/fast-five-trailer-2.html)
 
แต่แหม่ อาชญากรที่ทั้งชีวิตมีแต่หนีตำรวจอย่างพี่แกจะไปยอมวางมือแบบเงียบๆได้ไงจริงไหมจ๊ะ เพราะงั้นทั้งสามหน่อจึงปฏิบัติการเย้ยสังขารเย้ยชีวิต ไปกระตุกหนวดมาเฟียที่มีอิทธิพลที่สุดของประเทศ เทือกๆนั้นเลย คือเฮียเรเยส (Joaquim de Almeida) (อ่านว่าเยสหรือยาสอ่ะ Foot in mouth
 
เท่านั้นแหละครับ มันเลยฟัดกันมันเพราะทั้งตำรวจ ทั้งมาเฟียก็จะเด็ดหัวพี่ดอมมาให้ได้ ซึ่งพี่ดอมแกรู้ดีครับจึงไปจ้างวานเพื่อนอาชญากรให้มารวมตัวกัน (เรียกว่ารังโจร) แต่ละคนก็เขี้ยวลากดินมาเลย ทั้งนายกะล่อนโรแมน (Tyrese Gibson) ไอ้แสบอัจฉริยะเทจ (Ludacris---ft.เพลง Baby กับ JB นั่นแหละครับ Foot in mouth เกือบเชื่อไม่ลง) พี่ชายร่วมสาบานวินซ์ (Matt Schulze) ฮานตัวร้ายที่มือไม้ต้องมีขนมตลอด (Sung Kang) จิเซล อีเจ๊มาเฟียคนสวยม๊าก (Gal Gadot) ตัวช่วย ลีโอ (Tego Calderon) และตัวเอ้ซานโตส (Don Omar) 
 
จากใจครับ ผมว่าผมจำตัวละครผิดหลายคน ขอโทษนะจ๊ะ Tongue out
 
(http://movie.kapook.com/view21310.html)
 
แล้วมาเฟียเฮียเรเยสตัวโกงก็ดันเอาเงินไปฝากไว้ที่กรมตำรวจครับเพราะกลัวไอ้พวกนี้มันมาขโมย (แกเอาเงินซื้อตำรวจได้น่ะ) ส่วนพวกพระเอกที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากตัวร้ายเลยก็เลยวางแผนปล้นเงินจากกรมตำรวจกันครับ ทั้งยึดกล้องวงจรปิดมาสำรวจ ปลอมตัวไปดูตู้เซฟ และ---ระเบิดส้วม (ฉากขี้ลอยนี่ทำเอาป๊อปคอร์นในคอขมขึ้นมาเลย Foot in mouth)
 
ทุกอย่างคงเรียบร้อยดีถ้าตพี่ฮอบบ์ำ ตำรวจหัวเหม่งไม่บุกมาถึงรังโจรก่อน แกจับตัวดอม โอคอนเนอร์ มีอาและวินซ์ได้ครับระหว่างที่พรรคพวกคนอื่นๆไปบุกกรมตำรวจอยู่ (อย่าลืมนะพวกเอ็งน่ะเป็นโจรรรรร) 
 
(http://movie.kapook.com/view21310.html)
 
ฉากต่อสู้ของดอมกับฮอบบ์นั้นให้อารมณ์ประมาณกอริลล่าฟัดกันครับ Foot in mouth ตัวใหญ่บะเอ้กทั้งคู่ชกกันหมัดต่อ ผนังร่วงกราวเป็นแถบ ผมชอบฉากนี้มากเพราะมันดูสมจริงสมจังมากๆครับ คนตัวใหญ่ๆฟัดกันมันเท่กว่าไอ้พวกตัวน้อยๆแล้วต่อยกันทีผนังพัง Foot in mouth (ไปเสิร์ชมา ดีเซลสูง 183 ส่วนเฮียเดอะ ร็อคสูง 193 ครับ)
 
 
ระหว่างทางที่ฮอบบ์พาเหล่าหัวโจกขึ้นรถไปโรงพัก คนของเรเยสก็ดังยิงเป็นสไนเปอร์ให้รึ่ม ผลคือวินซ์ต้องตาย Tongue out ส่วนฮอบบ์ก็สติแตก แค้นไอ้เรเยสและตัดสินใจมาร่วมมือกับดอมระยะหนึ่งเพื่อจับเรเยส
 
(http://movie.kapook.com/view21310.html)
 
ฉากบุกกรมตำรวจเอาซฟนี่เท่สลัดเลยครัฟ! ดอมกับโอคอนเนอร์เอารถมาลากเซฟ (อันเท่าบ้าน) ลากไปตามถนน (มึงปล้นกันทีเมืองราบไปครึ่งนึงเลยอ่ะFoot in mouth) แต่ตาเรเยสก็มาสกัดไว้ทีหลัง ซึ่งดอมคิดว่าถ้าถูลู่ถูกังไปกันสองคนมันก็ไม่แคล้วเอวังทั้งคู่แน่ๆ จังสละรถของโอคอนเนอร์แล้วตัวเองก็ดิ่งลากเซฟคนเดียวซะ (จากใจครับ มันลากไหวได้ไงวะ Foot in mouth)
 
ดริฟท์รถกันล้อแทบหลุด โอคอนเนอร์ก็กลับมาช่วยดอมตามสูตรด้วยเหตุผลที่ว่า เขาไม่อาจทิ้งครอบครัวได้ เพราะดอมคือครอบครัวของเขา กำลังซึ้งเลยจ้ะแต่เฮียฮอบบ์กับคุณตำรวจสาว (ที่ผมแทบไม่ได้เอ่ยถึงเลย Tongue out) กลับมาจับตัวเรเยสและให้โอกาสดอมกับโอคอนเนอร์หนีไปซะภายใน 24 ชั่วโมง และทิ้งเซฟไว้ด้วย
 
สองคู่หูก็ยอมทิ้งวุ้ย แต่เพราะมันมีแผ่นต่างหาก ดอมแกสลับเซฟไว้ตอนเข้าสะพานแล้วย่ะโดยอาศัยมือพรรคพวก Cry สรุปงานนี้ฮอบบ์จับได้แค่เรเยส (ซึ่งสูญเสียทุกอย่าง)
 
 
 
 
เอาเป็นว่าภาคนี้มันส์หยดแถมยังฮาก๊าก (เสียดายที่ดูภาคไทย อยากฟังภาคอังกฤษ) พล็อตดีขึ้นหน่อย ไม่ค่อยหลวม เน้นคำว่าครอบครับมากขึ้น ชอบจ้ะ ชอบ
 
 
 
ช่วงไร้สาระ
  • เมื่อวานไฟดับตั้งแต่หกโมงเย็นยันเที่ยงคืนครึ่ง
  • ร้อนสลัดอ่ะ
  • บ้านผมนี่ลมพัด หมาเยี่ยวใส่เสา ไฟก็ดับละ
  • ขอบคุณที่อ่านกันนะจ๊ะ Embarassed
 
 

edit @ 7 May 2011 06:56:18 by ||aki||